ท่อ PPR คืออะไร?
PPR ย่อมาจากคำว่า Polypropylene Random Copolymer ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมพลาสติกคุณภาพสูงที่ผ่านกรรมวิธีการจัดเรียงโมเลกุลแบบพิเศษ ทำให้เนื้อพลาสติกมีความเหนียวแน่น แข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี และมีคุณสมบัติเด่นในการทนทานต่อทั้งสารเคมี ความดัน และความร้อนได้สูงกว่าพลาสติกทั่วไปในท้องตลาด
ท่อ PPR มักถูกผลิตออกมาในเฉด “สีเขียว” เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแยกประเภทออกจากท่อชนิดอื่นได้อย่างชัดเจน สามารถนำมาใช้ทดแทนท่อทองแดง ท่อเหล็กกัลวาไนซ์ หรือท่อพลาสติกแบบเดิมในระบบน้ำดีและระบบน้ำร้อน เพราะไม่เป็นสนิม ไม่เกิดตะกรัน และไม่มีสารเคมีตกค้างปะปนไปกับของเหลว จึงปลอดภัยต่อการนำไปใช้ในระบบน้ำอุปโภคบริโภค
หากผู้รับเหมาท่านใดกำลังวางแผนจัดซื้อสินค้าและกำลังพิจารณาว่าควรเลือกท่อ PPR ยี่ห้อไหนดี ที่ได้มาตรฐานวิศวกรรมสากล สามารถติดต่อผ่านธงไทโชติได้ทันที เพราะเราคือ “ตัวแทนที่ใหญ่ที่สุดในไทย ในการจำหน่ายอุปกรณ์ประปากว่า 50 ปี” ที่พร้อมจัดหาแบรนด์ชั้นนำระดับพรีเมียมให้คุณในราคาส่งจากโรงงาน

ท่อ PPR มีกี่ประเภท?
1. ท่อ PPR แบบบาง (Light / PN10-PN12.5)
ท่อ PPR ประเภทนี้เป็นท่อที่มีผนังท่อค่อนข้างบาง ออกแบบมาสำหรับระบบน้ำเย็นหรือน้ำดีทั่วไปภายในบ้านและอาคารที่มีแรงดันต่ำ สามารถรองรับแรงดันได้สูงสุดที่ 10 ถึง 12.5 บาร์ สะดวกในการขนย้ายและติดตั้ง ขนาดที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ ได้แก่ 20, 25, 32 และ 40 มิลลิเมตร
2. ท่อ PPR แบบมาตรฐาน (Standard / PN16)
ท่อระดับความหนาปานกลาง ที่ขยับความสามารถให้รองรับแรงดันได้สูงถึง 16 บาร์ ท่อประเภทนี้เริ่มมีความอเนกประสงค์มากขึ้น เพราะนอกจากจะใช้ในงานระบบน้ำเย็นแรงดันสูงได้ดีแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในระบบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนอุณหภูมิต่ำได้อีกด้วย เหมาะสำหรับเดินระบบท่อน้ำอุ่นในบ้านพักอาศัยหรือคอนโดมิเนียม ขนาดที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ คือ 20 – 63 มิลลิเมตร
3. ท่อ PPR แบบหนา (Heavy / PN20-PN25)
ท่อ PPR ที่มีผนังท่อหนาที่สุด และมีความแข็งแรงสูงมาก ออกแบบมาสำหรับงานระบบน้ำร้อนอุณหภูมิสูง และสามารถรองรับแรงดันในระบบได้ 20 – 25 บาร์ ขนาดที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่ คือ 20 – 110 มิลลิเมตร
คุณสมบัติเด่นของท่อ PPR
ท่อ PPR ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย มาดูกันว่าคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจ มีอะไรบ้าง?
1. การผสานท่อกับข้อต่อเนื้อเดียว
ไม้ตายที่ทำให้ท่อ PPR มีจุดเด่นกว่าท่อ PVC ประเภทอื่น ๆ คือ การต่อท่อไม่จำเป็นต้องใช้กาว แต่จะใช้ “เครื่องเชื่อมความร้อน”ในการหลอมผิวภายนอกของท่อและผิวภายในของข้อต่อพลาสติกให้ละลายพร้อมกัน จากนั้นจึงสวมเข้าด้วยกัน เมื่อพลาสติกเย็นตัวลง เนื้อของท่อและข้อต่อจะหลอมรวมกันเป็นเนื้อเดียวกันแบบสนิท 100% หมดปัญหาเรื่องการรั่วซึมบริเวณรอยต่อตลอดอายุการใช้งาน
2. ระบบน้ำร้อน 95 องศา
ด้วยโครงสร้างโมเลกุลที่เหนียวและยืดหยุ่น ท่อชนิดนี้จึงมีความสามารถในการคงรูปและทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงจัดได้ถึง 95 องศาเซลเซียส โดยเนื้อพลาสติกไม่เสียรูป ไม่บิดเบี้ยว และไม่มีสารพิษก่อมะเร็งหลุดลอกออกมา ต่างจากท่อบางประเภทที่จะอาจแตกและละลายเมื่อเจอน้ำอุณหภูมิสูงมาก ๆ
3. ความทนทานที่เหนือกว่า PVC
แม้ว่าท่อ PVC จะใช้งานได้ดีในระบบน้ำเย็นทั่วไป แต่ในเรื่องของความเหนียวและการรับแรงกระแทกภายนอก ท่อสีเขียวชนิดนี้ทำได้เหนือกว่ามาก เนื้อพลาสติกมีความยืดหยุ่นสูงเมื่อถูกแรงกระแทกหนัก ๆ หรือเกิดการทรุดตัวของอาคาร ท่อจะไม่แตกหักง่าย และยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
4. ทนแรงดัน 10 และ 20 บาร์
ท่อ PVC ทั่วไป ทนต่อแรงดันน้ำได้สูงสุด 13.5 บาร์ แต่ท่อ PPR สามารถรองรับแรงดันน้ำได้ตั้งแต่ 10 – 12 บาร์ ทำให้ปลอดภัยเมื่อนำไปติดตั้งในอาคารสูงหรือระบบอุตสาหกรรมที่ต้องเปิด-ปิดวาล์วน้ำด้วยความเร็วสูง
ข้อเสียหรือข้อควรระวังของท่อ PPR
นอกจากคุณสมบัติที่โดดเด่นแล้ว ท่อ PPR ยังมีข้อเสียที่ควรนำมาพิจารณาก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาระหว่างใช้งาน ดังนี้
1. ต้นทุนสูงกว่าท่อ PVC ทั่วไป
ท่อ PPR มีต้นทุนที่สูงกว่าท่อ PVC ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในโครงการใหญ่ที่ต้องวางระบบประปาที่ซับซ้อน และใช้จำนวนท่อหลายเส้น แต่หากมองในระยะยาว ความทนทานและคุณภาพของท่อ PPR จะสามารถใช้งานได้นานกว่า ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม
2. จำเป็นต้องใช้เครื่องเชื่อมท่อ
การวางระบบประปาและระบบน้ำด้วยท่อ PPR จำเป็นต้องใช้เครื่องเชื่อมด้วยความร้อน ซึ่งมีราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับการใช้กาวเชื่อม

วิธีเลือกท่อ PPR ให้เหมาะกับงานประเภทงาน
วิธีการเลือกท่อ PPR ทำได้ไม่ยาก โดยส่วนมากจะจำแนกตามลักษณะและสถานที่การใช้งานหลัก ๆ 3 แบบ ดังนี้
บ้านพักอาศัย
บ้านพักอาศัยส่วนใหญ่มักมีระบบประปาที่เป็นระบบน้ำเย็น หรือระบบน้ำร้อนแรงดันต่ำ-ปานกลาง สามารถใช้ท่อ PPR รุ่นแบบบาง (Light / PN10-PN12.5)
อาคารพาณิชย์/ โรงแรม
อาคารพาณิชย์ โรงแรม และรีสอร์ต เริ่มมีการใช้ระบบบประปาที่เป็นน้ำแรงดันสูงมากขึ้น มีขนาดใหญ่และกว้างขวางกว่าบ้านพักทั่วไป ควรเลือกใช้ท่อ PPR รุ่นแบบมาตรฐาน (Standard / PN16) เพื่อให้สามารถกระจายน้ำได้หลายจุด และรองรับรองดันได้ดี
โรงงานอุตสาหกรรม
หน้างานที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด เนื่องจากมักใช้ส่งผ่านของเหลวที่เป็นสารเคมี กรด ด่าง หรือน้ำกลั่นที่มีอุณหภูมิสูงจัด การเลือกใช้ต้องใช้ท่อ PPR เกรดหนาพิเศษรุ่นแบบหนา (Heavy / PN20-PN25) และผ่านการทดสอบมาตรฐาน ISO
สรุป หมดปัญหาท่อรั่วและชำรุด สั่งซื้อท่อ PPR กับ ธงไทโชติ!
การเลือกใช้ท่อ PPR และท่อประปาสเปกสูง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับงานระบบประปายุคใหม่ เพราะคุณสมบัติการเชื่อมแน่นเป็นเนื้อเดียวกันและความสามารถในการทนน้ำร้อนได้สูงถึง 95 องศาเซลเซียส สามารถสร้างระบบสาธารณูปโภคที่ไร้รอยรั่วซึม และช่วยลดค่าบำรุงรักษาในระยะยาวได้
หากคุณเป็นผู้รับเหมา วิศวกร หรือฝ่ายจัดซื้อ ที่ต้องการสั่งซื้อท่อประปาและอุปกรณ์ข้อต่อแบบครบวงจร ขอแนะนำ ธงไทโชติ เราเป็น “ตัวแทนที่ใหญ่ที่สุดในไทย ในการจำหน่ายอุปกรณ์ประปากว่า 50 ปี” สินค้าของเราผ่านการคัดสรรจากแบรนด์ชั้นนำที่น่าเชื่อถือเท่านั้น มีใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม สต๊อกแน่น พร้อมซัพพอร์ตงานโครงการทุกขนาด ยืนยันความประทับใจด้วยบริการที่ซื่อสัตย์ รวดเร็ว ตามสโลแกน “ธงไทโชติ ถูกจริง ถูกใจ ส่งไวแน่นอน”
สนใจสั่งซื้อสินค้า หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Add Line : @ttc2005
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 02-423-3523
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ท่อ PPR
Q: การเชื่อมต่อท่อสีเขียวชนิดนี้ ต้องใช้น้ำยาประสานท่อเหมือนท่อสีฟ้าหรือไม่?
A: ไม่ต้องใช้ เพราะการต่อท่อชนิดนี้จะใช้เครื่องเชื่อมท่อความร้อน ในการหลอมพลาสติกให้ละลายแล้วนำมาสวมต่อกัน ซึ่งจะทำให้รอยต่อผสานเป็นเนื้อเดียวกัน ไร้ปัญหารั่วซึม
Q: ค่า PN บนท่อสีเขียวคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในการเลือกซื้อ?
A: ค่า PN คือ เกรดการทนแรงดันน้ำ มีหน่วยเป็นบาร์ เช่น PN10 แปลว่าทนแรงดันได้ 10 บาร์ ส่วน PN20 ทนแรงดันได้ 20 บาร์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ ธงไทโชติ ได้ตลอดเวลา
Q: หากต้องการ สั่งซื้อสินค้า จำนวนมากสำหรับงานโครงการก่อสร้าง มีช่องทางการติดต่ออย่างไรบ้าง?
A: สามารถแอดไลน์มาที่ @ttc2005 (มี@นำหน้า) หรือโทรติดต่อทีมขายได้ที่เบอร์ 02-423-3523 เรามีทีมซัพพอร์ตคอยดูแล และจัดรถขนส่งกระจายสินค้าเข้าสู่ไซต์งานอย่างรวดเร็ว


