ท่อ PPR คืออะไร?

ท่อ PPR คือ ท่อพลาสติกสีเขียว ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงประเภทโพลีโพรพิลีน ซึ่งเป็นพลาสติกที่มีความหนาแน่นสูง โมเลกุลเหนียว และยืดหยุ่นสูงเป็นพิเศษ ความพิเศษที่ทำให้ท่อประเภทนี้แตกต่างจากท่อ PVC ทั่วไปคือ วิธีการต่อท่อ โดยใช้ “เครื่องเชื่อมความร้อน” ในการหลอมละลายปลายท่อและข้อต่อให้ร้อน แล้วจึงสวมประกบเข้าหากัน เมื่อพลาสติกเย็นตัวลง ท่อและข้อต่อจะหลอมผสานรวมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ส่งผลให้โอกาสที่จะเกิดการรั่วซึมบริเวณจุดเชื่อมท่อแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักที่ช่างและผู้รับเหมาต้องการ

อ่านบทความเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ท่อ PPR คืออะไร มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร เลือกใช้งานยังไงให้เหมาะสม

คุณสมบัติของท่อ ppr มีอะไรบ้าง

คุณสมบัติของท่อ PPR

1. ความทนทานต่ออุณหภูมิสูง

สามารถรองรับอุณหภูมิน้ำได้สูงสุดมากถึง 95 องศาเซลเซียส จึงตอบโจทย์การนำไปใช้เป็นท่อน้ำร้อน ในระบบเครื่องทำน้ำร้อนรวม หม้อต้มน้ำ หรือระบบท่อน้ำอุ่นในสปาและโรงแรม

2. ความทนทานต่อแรงดัน

โดยทั่วไปแบ่งเกรดตามการทนแรงดัน (PN) ตั้งแต่ PN10 (ทนแรงดัน 10 บาร์ สำหรับน้ำเย็น) ไปจนถึง PN20 (ทนแรงดัน 20 บาร์ สำหรับน้ำร้อน) ซึ่งทนแรงดันได้มากกว่าท่อ PVC เกรดทั่วไปถึง 50% ทำให้ท่อ PPR สามารถใช้ในระบบประปาของอาคารที่มีหลายชั้นได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องกังวลเรื่องท่อรั่ว ซึม แตก

3. ความสะอาด ปลอดภัย ไม่ปนเปื้อน

พลาสติกโพลีโพรพิลีนเป็นวัสดุเกรด Food Grade ผิวภายในท่อมีความเรียบเนียน ไม่มีรอยขรุขระ ทำให้ไม่เกิดการตกตะกอน ไม่เกิดตะกรันสะสม และไม่มีการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย น้ำที่ไหลผ่านจึงสะอาดบริสุทธิ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มสากล

4. การรักษาอุณหภูมิและเก็บเสียง

ท่อ PPR มีค่าการนำความร้อนที่ต่ำมาก ทำให้น้ำร้อนที่ไหลผ่านท่อไม่สูญเสียความร้อน ช่วยประหยัดพลังงานของเครื่องทำน้ำร้อน และเนื้อพลาสติกที่หนาช่วยดูดซับเสียงการไหลกระแทกของน้ำได้ดีกว่าท่อโลหะและเหล็ก

5. การเชื่อมต่อท่อด้วยความร้อน

โดยปกติท่อ PVC มักถูกเชื่อมด้วยกาว หรืออุปกรณ์เชื่อมท่อ ซึ่งมีรอยต่อที่ทำให้เกิดการรั่วซึม แต่ท่อ PPR มีการเชื่อมด้วยเครื่องเชื่อมความร้อน จนปลายท่อหลอมละลายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้น้ำหรือของเหลวที่ไหลผ่านไม่สามารถรั่วซึมออกมาได้

ท่อ PPR ดีกว่าท่อเหล็กอย่างไร?

หากพูดถึงประเภทของท่อประปาที่มีความแข็งแรง ทนทาน ช่างประปาส่วนใหญ่มักนึกถึง ท่อเหล็ก ทำให้ในอดีตมีการนำท่อเหล็กมาใช้งานในระบบน้ำร้อนของอาคารขนาดใหญ่ที่มีหลายชั้น เพื่อรองรับทั้งแรงดันน้ำ และอุณหภูมิที่สูง แต่ในปัจจุบัน ท่อเหล็กกลับถูกนำมาใช้งานน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยท่อ PPR สีเขียว เพราะความได้เปรียบดังต่อไปนี้

คุณสมบัติท่อ PPRท่อเหล็ก
การเกิดสนิมและคราบสกปรกไม่เกิดสนิมมีโอกาสเกิดสนิมได้ง่าย
การเชื่อมท่อเชื่อมแบบใช้ความร้อนเชื่อมแบบขันเกลียว หรือสวมเชื่อม
การขนส่งและน้ำหนักน้ำหนักเบา ง่ายต่อการขนส่งน้ำหนักเยอะ ขนส่งลำบาก
อายุการใช้งานประมาณ 50 ปีประมาณ 20-30 ปี
ต้นทุนและราคาราคาถูกกว่าท่อเหล็กราคาสูงกว่าท่อ PPR
การติดตั้งติดตั้งง่าย ซ่อมแซมได้ต้องฝังลงดิน ซ่อมแซมยากกว่า

แนะนำบทความที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ ประเภทท่อประปา มีกี่แบบ พร้อมวิธีเลือกใช้ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

วิธีการพิจารณา เลือกใช้ท่อ PPR

1. เริ่มจากเข้าใจประเภทของระบบน้ำก่อนเลือกขนาดท่อ

สิ่งแรกที่ต้องพิจารณา คือ ระบบประปาที่ติดตั้ง เพราะแต่ละระบบมีความต้องการไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะระบบน้ำร้อน น้ำเย็น และน้ำดื่ม ระบบน้ำร้อนจะต้องใช้ท่อที่มีความหนาและทนความร้อนสูงกว่า เพื่อป้องกันการเสียรูปเมื่อใช้งานต่อเนื่อง ส่วนระบบน้ำเย็นจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า สามารถเลือกสเปกที่เหมาะสมกับงบประมาณได้ง่ายขึ้น ขณะที่ระบบน้ำดื่มควรเลือกท่อที่มีมาตรฐานรองรับความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสารปนเปื้อนในระบบน้ำ

2. พิจารณาปริมาณการใช้น้ำในระบบ

อัตราการใช้น้ำเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกขนาดท่อ หากเลือกท่อเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณการใช้งานจริง จะทำให้น้ำไหลไม่ทัน ความดันตก และเกิดปัญหาน้ำไม่พอใช้ในบางจุด

3. แรงดันน้ำในระบบมีผลต่อการเลือกขนาดท่อ

หากเป็นบ้านทั่วไปที่ใช้น้ำจากการประปาแรงดันปกติ สามารถเลือกขนาดท่อมาตรฐานได้ แต่หากเป็นอาคารสูงหรือระบบที่ใช้ปั๊มน้ำแรงดันสูง จำเป็นต้องเลือกท่อที่มีขนาดใหญ่และรองรับแรงดันได้ดี เพื่อป้องกันปัญหารั่วซึมและแรงดันสะสมในระบบ

4. ระยะทางการเดินท่อส่งผลต่อแรงดันน้ำโดยตรง

ยิ่งเดินท่อไกล แรงดันน้ำจะยิ่งลดลงจากแรงเสียดทานภายในท่อ หากเป็นระยะสั้น สามารถใช้ขนาดท่อ PPR ปกติได้ แต่ถ้าเป็นระยะทางไกลหรือระบบที่ต้องส่งน้ำขึ้นอาคารหลายชั้น ควรเพิ่มขนาดท่อขึ้นอีกระดับเพื่อชดเชยแรงดันที่สูญเสียไป

5. ตรวจสอบค่า PN และมาตรฐานของท่อ PPR

การเลือกท่อ PPR ไม่ควรดูแค่ขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูค่ามาตรฐานแรงดัน หรือ PN ด้วย ซึ่งเป็นตัวบอกว่าท่อสามารถรับแรงดันได้เท่าไร นอกจากนี้ควรเลือกท่อที่ผ่านมาตรฐานสากล เช่น ISO หรือ DIN เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งานระยะยาว

แนะนำอุปกรณ์ประปาครบวงจร ที่ธงไทโชติ

สรุป สั่งซื้อท่อ PPR ราคาพิเศษ ทนทาน คุณภาพดี ที่ ธงไทโชติ

การเลือกใช้ท่อ PPR ในงานระบบประปาและท่อน้ำร้อน ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและลดปัญหาท่อประปาชำรุดหลังการส่งมอบงานได้ดี ด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 50 ปี ไม่เป็นสนิม และมีการเชื่อมท่อเป็นเนื้อเดียวกัน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับการทำระบบประปา

หากคุณเป็นผู้รับเหมา ช่างระบบประปา หรือฝ่ายจัดซื้อโครงการที่กำลังมองหาแหล่งจำหน่ายท่อประปาภาพพรีเมียม ที่ ธงไทโชติ มีท่อ PPR ราคาพิเศษจำหน่าย ไม่ว่าคุณจะมองหาขนาดท่อ PPR เท่าไร เราก็มีสต๊อกพร้อมส่ง เพราะเราเป็น “ตัวแทนที่ใหญ่ที่สุดในไทย ในการจำหน่ายอุปกรณ์ประปากว่า 50 ปี” สินค้าของเราส่งตรงจากโรงงานผู้ผลิตชั้นนำ มีใบรับรองมาตรฐาน มอก. และมาตรฐานสากลครบถ้วน

นอกจากนี้เรายังมีทีมขายมืออาชีพให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกใช้ท่อประปาประเภทต่าง ๆ อย่างใส่ใจ พร้อมทำการส่งมอบหลังสั่งซื้ออย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน เพราะ “ธงไทโชติ ถูกจริง ถูกใจ ส่งไวแน่นอน”

สนใจสั่งซื้อสินค้า หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Add Line : @ttc2005

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 02-423-3523

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการเลือกใช้ท่อ PPR

Q: ในการวางแผนสั่งซื้อและจัดรถขนส่ง ท่อ PPR ยาวกี่เมตร ต่อหนึ่งเส้น?

A: ท่อทุกขนาดจะมีขนาดความยาวมาตรฐานสากลเท่ากันหมด คือ 4 เมตรต่อเส้น เหมือนกับท่อ PVC ทั่วไป ทำให้จัดการสต๊อกและขนส่งได้ง่าย

Q: สรุปหัวใจสำคัญ ท่อ PPR คืออะไร และนิยมใช้ในงานประเภทใดมากที่สุด?

A: ท่อพลาสติกโพลีโพรพิลีนชนิดพิเศษ นิยมใช้ในระบบท่อน้ำร้อน ระบบน้ำดีภายในอาคารสูง และไลน์ท่อส่งสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรมเนื่องจากทนร้อนและทนแรงดันได้สูงมาก

Q: ปัญหาเรื่องน้ำยารั่วซึมตามข้อต่อที่พบในท่อ PVC จะเกิดขึ้นกับท่อชนิดนี้ไหม?

A: ไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะท่อ PPR ใช้ระบบเชื่อมความร้อนหลอมเนื้อพลาสติกของท่อและข้อต่อรวมกันจนเป็นชิ้นเดียว ไม่มีช่องว่างให้น้ำซึมออก